ชนเผ่าอาข่า (AKHA) เคารพ นับถือและสืบทอดบรรพบุรุษ

Primary tabs

ชนเผ่าอาข่า (AKHA)

เคารพ นับถือและสืบทอดบรรพบุรุษ

อาข่า หรือที่เรียกกันว่า อีก้อ มีต้นกำเนิดในยูนนาน ราว กลางคริสตวรรษที่ 19 มีอาข่าเป็นจำนวนมากเข้าไปอยู่ใน แคว้นเกงตุง เป็นชายแดนตะวันออกของรัฐฉานขอพม่าอาข่าที่อพยพเข้ามาในไทยส่วนใหญ่มาจาก พม่า บ้านชน เผ่าอาข่าแห่งแรกในไทย ตั้งในราว พ.ศ. 2446 แถว ๆ หินแตก ใกล้ชายแดนพม่าทางจังหวัดเชียงราย จังหวัดที่ชุมชน เผ่าอาข่ามากที่สุดคือจังหวัดเชียงราย

อาข่าแบ่งออกเป็น  3 พวกคือ

  1. อู่โล้อาข่า ผู้หญิงจะสวมหมวกแหลมติดเม็ดเงิน ประดับด้วยขนไก่ย้อมสี
  2. โลยหมีอาข่า (อุบยา) ผู้หญิงจะสวมหมวกแบน ข้างหลังเป็นแผ่นเงิน รูปสี่เหลี่ยมคางหมู มีเม็ดเงิน เหรียญเงินประดับห้อยทั้งสองข้างของหมวก
  3. ผาหมีอาข่า หญิงจะสวมหมวกแบนเหมือนโลยหมีอาข่า แต่มีรูปร่างคล้ายเกราะนักรบโบราณ ไม่มีเหรียญเงินห้อยเยอะ บนหมวกตกแต่งด้วยลูกปัด สอข้างของหมวกจะห้อยลูกปัดเป็นพวงพู่ยาวลงมา

วิถีชีวิตชนเผ่าอาข่า

            หมู่บ้านอาข่า จะเป็นหมู่บ้านที่สังเกตง่าย การสร้างบ้านของอาข่าแบบดั้งเดิมจะมุงหลังคาด้วยหญ้าคา ยกพื้นสูง บ้านจะไม่มีหน้าต่าง ที่ประตูทางเข้าของหมู่บ้าน จะมีตุ๊กตาชายหญิงที่สลักด้วยไม้อยู่ข้างประตู เป็นการบ่งบอกว่านี่คือเขตของมนุษย์ แต่ละบ้านจะมีศาลพระภูมิเป็นที่สิงสถิตของวิญญาณบรรพชน จะต้องทำพิธีเซ่นไหว้ ชาวอาข่าจะนับถือ   "บัญญัติอาข่า" ซึ่งมีตำนาน สุภาษิต พิธีกรรมความเชื่อต่าง ๆ และประเพณีวัฒนธรรม อยู่ในบัญญัติอาข่าทั้งหมด หากผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติไม่เชื่อถือก็จะให้ออกจากหมู่บ้านไป อาข่าถือว่า การมีลูกแฝดหรือทารกแฝด เป็นเสนียด จะไม่ให้เลี้ยงดู ให้ทำลายหรือฆ่าทารกทิ้ง เพราะเด็กแฝดที่เกิดมาถือว่าเป็นการเกิดมาแบบผิดธรรมชาติหรือพ่อแม่เด็กกระทำผิดกฏบัญญัติอาข่าทำให้ถูกลงโทษ หากไม่ฆ่าทิ้งจะทำให้นำเภทภัยมาสู่คนในหมู่บ้าน ชนเผ่าอาข่ามีความเชื่อว่าผู้ที่ปฏิบัติตามบทบัญญัติอาข่า จะมีความสมบูรณ์พูนสุข มีโชคมีลาภ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ และมีการสืบทอดประเพณี วัฒนธรรม ให้กับคนรุ่นหลัง เมื่อสิ้นชีวิต ลูกหลานจะต้องให้ความเคารพ นับถือ เซ่นไหว้บรรพชนอยู่สม่ำเสมอ

ประเพณีวัฒนธรรม อาข่ามีประเพณีปีใหม่โล้ชิงช้า ซึ่งเป็นประเพณีที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของชนเผ่าจะจัดในราวเดือนมิถุนายน หรือเดือนสิงหาคม เป็นช่วงฤดูฝน ชาวอาข่าจะร่วมมือร่วมใจจัดทำชิงช้าโดยการตัดต้นไม้ 4 ต้นที่แข็งแรง ขุดหลุมฝังต้นไม้ให้แน่น มัดปลายรวมกัน มีไม้สอดไว้เพื่อ ใช้หย่อนเชือก โดยให้ผู้เฒ่าผู้แก่เป็นคนมัดเชือก ตรงกลางที่มัดเชือกจะมีเชือกอีกเส้นหย่อนลงมา ส่วนปลายเชือกที่หย่อนลงมาผูกปลายด้วยไม้แผ่นเล็ก ๆ เพื่อให้ผู้หญิงอาข่าที่จะโล้ชิงช้าได้นั่ง จะนั่งคนเดียวหรือสองคนก็ได้โดยนั่งคนละ ข้าง สำหรับผู้ชายจะใช้เท้าเหยียบ เป็นการแสดงความสามารถของหนุ่ม ๆ อาข่าให้สาว ๆ อาข่าได้ชม โดยการสวิงหรือโยนเชือกขึ้นไปให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อว่างจากการโล้ชิงช้า หนุ่มสาว    อาข่าจะมีการเต้นรำ ร้องเพลง โดยการเคาะกระบอกไม้ไผ่และตีกลองเป็นจังหวะตรงลานการแสดง ที่เรียกกันว่าลานสาวกอด  ชนเผ่าอาข่ายังมีประเพณีกินไข่แดง ประเพณีตีลูกข่าง

ศิลปหัตถกรรม สตรีชาวอาข่า มีชื่อเสียง ในการปักลายผ้าไม่แพ้เผ่าอื่น ๆ มีความประณีต สวยงาม และยังสืบทอดการปักลวดลายลงบนผ้า ให้กับลูกหลานที่เป็นหญิงตั้งแต่อายุ 5-6 ขวบ นอกจากการปักลวดลายลงบนเสื้อผ้าที่สวมใส่แล้ว ยังมีการทำย่ามของชนเผ่า ที่ปักลวดลายอย่างสวยงาม เป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และคนทั่วไป มักจะซื้อไปเป็นของที่ระลึกหรือใช้เอง สตรีอาข่ายังใช้เม็ดลูกเดือยชนิดแข็งเม็ดเล็ก ๆ สีขาวอมเทาที่ปลูกเองในไร่มาร้อยเรียงลงบนเสื้อผ้าหรือย่าม  เครื่องดนตรีของ อาข่า จะมีการใช้กลอง ฆ้อง ในเทศกาลปีใหม่โล้ชิงช้า

                                                                        (ข้อมูล : หกเผ่าชาวดอย พอลและอีเวน ลูอิส)