ความหวังที่ยาวนานบนเส้นทางการได้สัญชาติไทย

Primary tabs

คนเราเกิดมาล้วนแต่มีความหวัง ซึ่งอยู่ที่แต่ละคนว่าความหวังนั้นจะเป็นเช่นไร ส่วนตัวหนูเองมีความหวังในการได้สัญชาติไทย ตั้งแต่เด็กมาจนถึงปัจจุบัน อายุราว ๆ ก็ประมาณ 19 ปี ไม่เคยรู้เลยว่าคนที่มีสัญชาติไทยกับคนที่ไม่มีสัญชาติไทยแตกต่างกันอย่างไร จนเมื่อมาถึงจุด ๆ หนึ่งที่ต้องศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา (มหาวิทยาลัย) เป็นช่วงรอยต่อระหว่างมัธยมศึกษาปีที่ 6 คือ หนูไม่ได้รับโอกาสเหมือนคนอื่น ๆ เพราะหนูไม่มีเลขประจำตัว 13 หลัก ไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้าทดสอบความถนัดทั่วไป (General Aptitude Test หรือ GAT) และความถนัดเฉพาะด้าน/วิชาการ (Professional A Aptitude Test หรือ PAT) เพราะเป็นคะแนนที่ใช้ในการนำไปสอบระบบกลางการรับนักศึกษา หรือแอดมิชชั่นส์กลางในการเข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัย

หนู ชื่อ น.ส.นุ  แซ่เล่า ปัจจุบันอยู่บ้านเย้าแม่ต๋ำ ม.4 ต.ตาดควัน อ.พญาเม็งราย จ.เชียงราย มีพี่น้องทั้งหมด 9 คน ซึ่งในครอบครัวของหนูไม่มีใครที่ได้สัญชาติไทยรวมทั้งพ่อกับแม่ แต่อย่างว่าคนเราถ้ามีความหวังแล้วสักวันหนึ่งความหวังนั้นต้องสำเร็จไม่วันใดก็วันหนึ่งถึงแม้จะนานแค่ไหน พอมาถึงปี พ.ศ. 2557 ทราบว่ามียายที่เป็นคนสัญชาติไทย ตามระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการพิจารณาลงรายการสถานะบุคคลในทะเบียนราษฎรให้แก่บุคคลบนพื้นที่สูง พ.ศ.2543 (ระเบียบ 43) เลข 13 หลัก (8-84) และประกอบกับหนูได้รู้จักมูลนิธิศึกษาพัฒนาประชาชนบนที่สูง (พปส.) จึงพยายามขอคำปรึกษา คำแนะนำ การรวบรวมพยานหลักฐาน/พยานบุคคล ขั้นตอนกระบวนการ ตลอดจนการติดตามความคืบหน้าคำร้อง ซึ่งทางเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ได้แนะนำว่ากรณีที่ไม่มีเลข 13 หลัก หรือบางคนมีเลข 0-89 ต้องใช้ช่องทางการตรวจ DNA เพื่อพิสูจน์ความสัมพันธ์แล้วขอสัญชาติไทยโดยการเพิ่มชื่อ ซึ่งจะแบ่งเป็นสองชั้น คือ ต้องให้แม่ตรวจ DNA กับยายและเพิ่มชื่อก่อน จากนั้นในชั้นที่สองคือรุ่นลูกตรวจ DNA กับแม่และเพิ่มชื่อตาม จากกระบวนการดังกล่าว ซึ่งต้องประสานไปหายายที่อยู่ อ.วังเจ้า จ.ตาก เพื่อเดินทางมาสอบปากคำประกอบการทำหนังสือส่งตัวตรวจ DNA ที่สำนักทะเบียน อ.พญาเม็งราย จ.เชียงราย ในที่สุดความหวังที่หริบหรี่ปรากฏขึ้นในวันที่ 22 เมษายน 2558 คือแม่หนูได้เพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน (ท.ร.14) และถ่ายบัตรประจำตัวประชาชน หลังจากแม่ได้สัญชาติไทยหนูและพี่ชายพี่สาวอีก 9 คน ก็ไปสอบปากคำประกอบการทำหนังสือส่งตัวตรวจ DNA วันที่ 1 พ.ค. 2558 ประมาณ วันที่ 6 พ.ย. 2558 ผล DNA ออกมาจึงได้ไปยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน

แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็มาถึงคือหลังจากหนูและพี่ ๆ 9 พี่น้องได้ตรวจ DNA แม่เสร็จ วันที่ 8 ก.ค. 2558 แม่หนูก็เสียชีวิต โดยโรคร้าย (โรคมะเร็ง) ซึ่งด้วยความยากจน การตรวจ DNA ของพี่น้องหนู ทั้ง 9 คน แต่ละคนต่างไปยืมเงินเขามา พองานศพแม่ เราต้องไปยืมเงินคนอื่นมาอีกก้อนหนึ่ง เพื่อจัดการงานศพของแม่ให้เสร็จสิ้น วันที่ 25 มี.ค. 2559 ผล DNA ของพวกเรา 9 พี่น้องออก จึงได้ไปเพิ่มชื่อยังสำนักทะเบียนที่มีฐานข้อมูลอยู่  แต่ปรากฏว่ากระบวนการเพิ่มชื่อเข้าไปในระบบฐานทะเบียนราษฎร ของพี่ ๆ 7 คน ผ่านไปได้ด้วยดี เหลือหนูกับพี่ชายอีก 1 คน พบว่า การสำรวจบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน ( 0-89 ) ที่สำรวจสมัยเรียนในโรงเรียน เมื่อหลายปีก่อน ได้รับการอนุมัติ แต่เราไม่เคยทราบเรื่องเลย ประกอบกับไม่เคยถ่ายบัตรประจำตัวด้วย  จึงไม่สามารถเพิ่มชื่อได้ ปลัดสำนักทะเบียน อ.พญาเม็งราย จึงได้ทำหนังสือไปยังสำนักทะเบียนกลางเพื่อขอจำหน่ายรายการเลข 13 หลัก  หนูต้องรออีก รอแล้วรอเล่า รอแบบไม่มีความหวัง จนพี่ชายต้องขอความช่วยเหลือไปยังมูลนิธิศึกษาพัฒนาประชาชนบนที่สูงอีกครั้ง เพื่อให้ช่วยติดตามไปยังสำนักทะเบียนกลาง จนวันที่ 2 ธ.ค. 2559 ได้รับการประสานจากทีมงานมูลนิธิฯ ว่าทางสำนักทะเบียนกลางได้จำหน่ายเลข 0-89 แล้วให้พวกหนูไปดำเนินการเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน (ท.ร.14) และถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนในวันที่ 15 ธ.ค. 2559   

 หนูรู้สึกดีใจมาก คิดแล้วคิดอีกว่าฝันไปหรือเปล่า เพราะไม่คิดว่าจะมีวันนี้ วันที่ได้สัญชาติไทย เพราะที่ผ่านมาเจอแต่ความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ความหวังที่ยาวนานบนเส้นทางสัญชาติไทย” จนหลายครั้งหนูหมดหวังแล้ว แต่อย่างไรก็ตามต้องขอขอบพระคุณทีมงานสถานะบุคคลมูลนิธิศึกษาพัฒนาประชาชนบนที่สูง ทุกท่านที่ค่อยเป็นธุระให้ตลอดในระยะเวลาที่ผ่านมา รวมถึงผู้ใหญ่ใจดี ทุกๆ ท่านที่เกี่ยวข้อง ที่ทำให้หนูมาถึงวันนี้ได้ ถือว่าเป็นของขวัญชิ้นใหญ่สำหรับปีนี้ ซึ่งการมีสัญชาติไทยของหนูช่วยให้หนูใช้สิทธิ์ในการสอบเรียนในระดับอุดมศึกษาต่อไปได้