ศูนย์ทนายสิทธิฯ เรียกร้องหยุดม.44-ใช้กระบวนการยุติธรรมปกติกับวัดธรรมกาย

Mon, 2017-02-20 21:37

20 ก.พ. 2560 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ออกแถลงการณ์กรณีวัดพระธรรมกาย โดยเรียกร้องให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รัฐบาล และเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง ยุติการใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา 44 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) 2557 และมาตรการพิเศษซึ่งให้อำนาจอย่างกว้างขวางแก่เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายและหน่วยความมั่นคงกับกรณีวัดพระธรรมกาย หวั่นอาจนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชน ขัดกับหลักนิติรัฐ และพันธกรณีกฎหมายระหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคี

รายละเอียด มีดังนี้

แถลงการณ์ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
เรียกร้องให้หยุดใช้มาตรา 44 และใช้กระบวนการยุติธรรมปกติกรณีวัดพระธรรมกาย

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนขอเรียกร้องให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รัฐบาล และเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องยุติการใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา 44 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) 2557 และมาตรการพิเศษซึ่งให้อำนาจอย่างกว้างขวางแก่เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายและหน่วยความมั่นคงกับกรณีวัดพระธรรมกาย อันอาจนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชน ขัดกับหลักนิติรัฐ และพันธกรณีกฎหมายระหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคี

คสช. ใช้อำนาจมาตรา 44 ประกาศใช้คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 5/2560 เรื่อง มาตรการให้อำนาจกำหนดพื้นที่ควบคุมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560 ซึ่งมีสาระสำคัญ คือ ประกาศให้วัดพระธรรมกายเป็น ‘พื้นที่ควบคุม’ และให้อำนาจในการบังคับใช้มาตรการเพื่อความมั่นคงกับ ‘พนักงานเจ้าหน้าที่’ คือ เจ้าหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ทหาร หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง รวมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐอื่นๆ ที่ได้รับการร้องขอจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ คำสั่งนี้ส่งผลให้เกิดข้อกังวลในการบังคับใช้กฎหมายตามหลักนิติรัฐและหลักการสิทธิมนุษยชนหลายประการ ดังนี้

1. แม้คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 5/2560 จะกำหนดนิยาม “พื้นที่ควบคุม” และกำหนดอำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ จากนั้นจึงประกาศให้วัดพระธรรมกายเป็นพื้นที่ควบคุม แต่เมื่อพิจารณาเนื้อหา คำสั่งดังกล่าวมีความมุ่งหมายที่เจาะจงในการปฏิบัติการต่อวัดพระธรรมกายเท่านั้น ซึ่งหลักในการบัญญัติกฎหมายนั้นจะต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป และไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับเจาะจงแก่กรณีใดกรณีหนึ่ง หรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง เมื่อคำสั่งดังกล่าวมุ่งหมายบังคับใช้ต่อกรณีวัดพระธรรมกายโดยเฉพาะเจาะจงจึงขัดต่อหลักนิติรัฐ ซึ่งหากบ้านเมืองอยู่ในระบอบประชาธิปไตยแล้ว คำสั่งดังกล่าวนั้นสามารถตรวจสอบโดยศาลรัฐธรรมนูญและศาลอาจวินิจฉัยว่าคำสั่งดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญได้

2. คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 5/2560 ให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่เกินกว่าอำนาจในกระบวนการยุติธรรมปกติ อาทิ สามารถควบคุมการเข้าหรือออกพื้นที่ ควบคุมระบบสาธารณูปโภค เข้าไปในเคหสถานหรือสถานที่ใดเพื่อตรวจค้น ตลอดทั้งค้นตัวบุคคลและพาหนะ รื้อถอนทําลายหรือเคลื่อนย้ายสิ่งปลูกสร้างหรือสิ่งกีดกั้น และดําเนินการอื่นใด ซึ่งลักษณะการใช้อำนาจคล้ายคลึงภาวะการประกาศกฎอัยการศึก หรือประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน มาตรการดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการใช้สิทธิและเสรีภาพของบุคคลเกินกว่าจำเป็น และส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างน้อย 6,000 คน ภายในบริเวณพื้นที่ควบคุม ซึ่งมิใช่บุคคลหรือกลุ่มที่เจ้าหน้าที่รัฐอ้างว่าถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดและมีหมายจับ

3. ทั้งนี้ สถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นเป็นภาวะหรือสถานการณ์พิเศษที่ต้องบังคับใช้มาตรการเพื่อความมั่นคง เจ้าหน้าที่ยังมีอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งเป็นกลไกกฎหมายปกติในการเข้าตรวจค้นสถานที่ สามารถจับบุคคลที่กระทำผิดซึ่งหน้า เรียกบุคคลหรือเอกสารมาให้การ และมีโทษสำหรับผู้ที่ขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ได้อยู่แล้ว

4. มาตรา 44 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ซึ่งเป็นฐานของคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 5/2560 ได้ให้อำนาจหัวหน้า คสช. ทั้งในด้านนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ โดยรับรองปฏิบัติการตามคำสั่งในทุกกรณีให้ชอบด้วยกฎหมาย ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และเป็นที่สุด ทำให้ไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุล ซึ่งขัดต่อหลักนิติรัฐอย่างรุนแรง อาจก่อให้เกิดการใช้อำนาจโดยอำเภอใจ และเกิดภาวะลอยนวลของผู้กระทำความผิด (impunity) ได้

ด้วยเหตุดังกล่าว ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนจึงขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ยุติการใช้อำนาจตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 5/2560 ซึ่งขัดต่อหลักนิติรัฐ มีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติโดยเฉพาะเจาะจงกับวัดพระธรรมกาย และส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนจำนวนมาก โดยให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจตามกระบวนการยุติธรรมปกติ เพราะความยุติธรรมไม่อาจเกิดได้โดยใช้การบังคับใช้อำนาจที่ปราศจากความรับผิด

ด้วยความเคารพต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

 

ที่มา: http://www.prachatai.com/journal/2017/02/70186

2017-02-21