"หนูจะต้องได้สัญชาติไทยสักวันหนึ่ง"

Primary tabs

       
 
       น.ส.อาแผ่ คาล่า บอกเล่าเรื่องราวครอบครัวให้ฟังว่าพ่อกับแม่เป็นชาวบ้านแตงภู หรือบ้านซาก้า ในจังหวัดท่าขี้เหล็ก ประเทศพม่า ซึ่งขณะที่อาศัยอยู่ที่นั่น เกิดการสู้รบระหว่างทหารรัฐบาลพม่ากับชนกลุ่มน้อย และมาเกณฑ์ผู้ชายในหมู่บ้านไปเป็นทหารและลูกหาบ รวมถึงออกคำสั่งให้ชาวบ้านส่งเสบียงให้อยู่ตลอดเวลา ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ และอยู่ด้วยความหวาดกลัว พ่อกับแม่จึงตัดสินใจอพยพเดินทางเข้ามายังฝั่งไทยผ่านชายแดนที่บ้านปางมะหัน อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย มาเป็นลูกจ้างเฝ้าสวนให้กับชาวบ้านที่บ้านปางมะหัน จนกระทั่งปี พ.ศ.2537 พ่อกับแม่ก็อพยพมาอยู่ที่บ้านแม่หม้อ ตำบลเทอดไทย อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย แม่จึงได้คลอดหนู จากหลักฐานทางทะเบียนได้ระบุเกิดวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2537 ในประเทศไทย หลังจากอาแผ่ อายุได้ประมาณ 1 ปี พ่อก็ต้องคดียาเสพติด ทำให้ภาระต้องตกอยู่ที่แม่ ผ่านไป 6 ปี แม่จึงตัดสินใจแต่งงานเป็นภรรยาน้อยของชายชาวอาข่าในหมู่บ้าน หลังจากแต่งงานแล้ว 3 ปี แม่ได้ย้ายไปอาศัยกับสามีใหม่ที่บ้านเล่าหวาง ซึ่งเป็นหมู่บ้านบริวารของบ้านแม่หม้อ
เรื่องการเรียน อาแผ่ เรียนชั้นอนุบาล - ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่โรงเรียนบ้านแม่หม้อ แต่จุดเปลี่ยนชีวิต คือ เมื่อช่วงใกล้เรียนจบ ม.3 ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อดีกับชีวิต เพราะช่วงนั้นเริ่มมีโรงเรียนเอกชน และโรงเรียนรัฐในเมืองเชียงราย มาแนะแนวการศึกษาต่อ แต่ว่าค่าเทอมสูงมากไม่สามารถเรียนได้ จนกระทั่งใกล้เปิดภาคเรียนได้เดินทางไปรับวุฒิการศึกษาที่โรงเรียนบ้านแม่หม้อ คุณครูที่โรงเรียนได้สอบถามถึงเรื่องการเรียนต่อว่าอยากไปเรียนต่อสายอาชีพที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาพณิชยการเชียงราย หรือไม่ ถ้าอยากเรียนและต้องการไปครูจะติดต่อเพื่อน ซึ่งเป็นครูในโรงเรียนนั้นพร้อมกับจะหาทุนการศึกษา จึงตัดสินใจเดินทางเข้าตัวเมืองเชียงราย มาสมัครเข้าเรียนต่อ พร้อมกับได้รับทุนการศึกษาจากมูลนิธิการกุศลแห่งหนึ่งในเชียงราย ซึ่งมูลนิธิฯ แห่งนี้จะจ่ายค่าเทอมให้ทั้งหมด ส่วนค่าใช้จ่ายอื่น ๆ นั้นต้องรับผิดชอบคนเดียว พอช่วงเรียนในปีที่ 2 ได้ไปหารายได้เสริมโดยทำงานรับจ้างขายของที่ไนท์บาซ่าร์ เชียงราย ในช่วงกลางคืน เช่น ขายเสื้อผ้า เป็นต้น ได้รับค่าจ้างวันละ 120 บาท ทำให้พอมีเงินสำหรับใช้จ่ายขณะเรียนหนังสือ รวมถึงได้เป็นคนดูแลหอพัก จึงได้สิทธิ์อาศัยอยู่หอพักของโรงเรียนฟรี ถือว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิตที่ดีที่สุด
การเรียนหนังสือในระดับอาชีวศึกษา แม้จะไม่มีสัญชาติไทย แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไรกับเพื่อนร่วมห้อง ทุกคนเป็นเพื่อนกันได้ตามปกติมีแต่เพียงข้อสงสัยของครูเกี่ยวกับเลขบัตรประจำตัว 13 หลัก ที่เป็นเลข 6 เพราะมีความแตกต่างจากเพื่อนในห้อง จึงได้อธิบายให้ครูว่าเป็นคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย แต่ที่เป็นปัญหาหนักมากก็คือไม่สามารถกู้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เรียนได้เหมือนคนอื่น ทั้งที่ฐานะทางบ้านก็ลำบากและยากจนมาก แต่ก็ไม่มีสิทธิกู้ยืมเงิน กยศ. เพราะไม่มีสัญชาติไทย
ด้านการเดินทางต้องพกบัตรประจำตัวนักศึกษาทุกครั้ง เนื่องจากการเดินทางออกนอกเขตอำเภอ ต้องขอหนังสืออนุญาตออกนอกพื้นที่ แต่บางครั้งก็ไม่ได้ไปขอฯ เมื่อถูกเรียกตรวจจากเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะหยิบบัตรประจำตัวนักศึกษาเป็นส่วนใหญ่
ด้านการรักษาสุขภาพ มีบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทอง ซึ่งสามารถใช้สิทธิรักษาพยาบาลได้ที่สถานีอนามัยใกล้บ้าน หรือที่โรงพยาบาลแม่ฟ้าหลวง  และสามารถใช้ได้ในโรงพยาบาลรัฐที่อื่น ๆ  แต่สามารถใช้ต่างพื้นที่ได้เฉพาะในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น
            ชีวิตของอาแผ่ เริ่มเรียนรู้เรื่องสิทธิพลเมือง เรียนรู้เรื่องปัญหาการไร้สัญชาติมากขึ้น จริงๆ จังๆ ก็ในช่วงวัยใกล้อายุครบ 20 ปี ก่อนหน้าที่เรียนอยู่ชั้น ม.3 ทราบจากการประกาศของผู้ใหญ่บ้านว่าหนูมีคุณสมบัติในการขอสัญชาติไทย ตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง แต่ยังไม่สามารถขอสัญชาติไทยได้ เนื่องจากพ่อแม่เกิดที่ประเทศพม่า ต้องรอให้บรรลุนิติภาวะก่อน ถึงจะไปดำเนินการเองได้ ตั้งแต่นั้นมาไม่ได้ดำเนินการใด ๆ จนกระทั่งปี พ.ศ. 2557 เมื่ออายุครบ 20 ปี จึงตัดสินใจเข้าไปสอบถามที่สำนักทะเบียนอำเภอแม่ฟ้าหลวง ได้แนะนำว่าการขอสัญชาติไทย ตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง แต่ต้องพาพยานรู้เห็นการเกิดมาสอบปากคำในการทำหนังสือรับรองการเกิด (ท.ร.20/1) ก่อนถึงจะยื่นคำร้องขอสัญชาติไทย ตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง จากนั้นจึงได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าวตั้งแต่การทำหนังสือรับรองการเกิดโดยพาพยานที่รู้เห็นการเกิด ผู้ทำคลอด และผู้ปกครองมายืนยันการเกิด ตอนเริ่มแรกก็ผ่านพ้นไปด้วยดี แต่เมื่อถึงวันนัดหมายให้มารับหนังสือรับรองการเกิด เจ้าหน้าที่กลับแจ้งว่าหนังสือรับรองการเกิดหาย ให้นำพยานรู้เห็นการเกิดมาสอบปากคำเพื่อออกหนังสือรับรองการเกิดใหม่ ตอนนั้นไม่ได้มีความรู้ ไม่เข้าใจ จึงได้ดำเนินการขอทำหนังสือรับรองการเกิดใหม่ หลังจากสอบพยานรู้เห็นการเกิดเสร็จจนกระทั่งได้หนังสือรับรองการเกิดก็ได้ยื่นคำร้อง มาตรา 7 ทวิ วรรคสอง เสร็จเรียบร้อย โดยระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่ก็ได้แนบหนังสือรับรองการเกิดฉบับจริงไว้ในคำร้องฯ ด้วย ทำให้ตัวเองรู้สึกกลัวว่าจะเกิดการสูญหายรอบสองอีก พยายามพูดคุยกับเจ้าหน้าที่เพื่อขอเอกสารหนังสือรับรองการเกิดฉบับจริงให้เจ้าตัวเก็บ แต่ถูกปฏิเสธการให้ โดยอ้างว่าถ้าเอกสารหนังสือรับรองการเกิดสูญหาย เจ้าตัวต้องรับผิดชอบ และอาจจะส่งผลต่อคำร้องฯ ที่ยื่นมีความล่าช้า จึงได้ตัดสินใจไปปรึกษากับปลัดอำเภอ และได้รับคำตอบว่าปลัดยินดีเซ็นรับรองในคำร้องฯ และให้เอกสารหนังสือรับรองการเกิดฉบับจริง แต่ไม่ทราบว่าทางจังหวัดจะยอมรับหรือไม่ ซึ่งตอนนี้คำร้องอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของจังหวัดเชียงราย
         อย่างไรก็ตามต้องขอขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีที่คอยให้กำลังใจ คอยดูแลประสานงานในการดำเนินเรื่องขอสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่บ้านที่เคยแจ้งข่าวให้ทราบ ศิษยาภิบาลในโบสถ์บ้านแม่หม้อที่คอยแนะนำ ประสานงานกับเจ้าหน้าที่อำเภอ และพยายามหาทางช่วยเหลือ รวมถึงมูลนิธิศึกษาพัฒนาประชาชนบนที่สูง (พปส.) ที่คอยให้ความรู้ในข้อกฎหมายสัญชาติ ขั้นตอนกระบวนการ และการประสานงานระหว่างอำเภอในการอำนวยความสะดวกจนกระทั่งการช่วยเหลือติดตามความคืบหน้าของคำร้องฯ
อาแผ่ ก็เหมือนคนไร้สัญชาติทั่วไปที่ต่างตั้งความหวังเอาไว้ว่าสักวันหนึ่งตนเองจะได้รับสัญชาติไทย เนื่องจากตนเกิดในประเทศไทย เพราะการมีสัญชาติไทยทำให้ตนได้รับสิทธิ์ที่ควรได้รับ และเป็นคนไทยอย่างสมบูรณ์                                                                                                                      
 
แหล่งที่มา : มูลนิธิศึกษาพัฒนาประชาชนบนที่สูง (พปส)