“คนไร้สัญชาติ ไม่ใช่คนต่างด้าว”

Primary tabs

“คนไร้สัญชาติ ไม่ใช่คนต่างด้าว”
สัมมนาเชิงปฏิบัติการ “สิทธิการทำงานของคนไร้สัญชาติในประเทศไทย”
วันที่ 24 พฤษภาคม  2559 ณ โรงแรมเซ็นทารา ดวงตะวัน อ.เมือง จ.เชียงใหม่
 
สิทธิการทำงานของคนต่างด้าว ได้เหมารวมคนไร้สัญชาติเข้าไว้ด้วย  ตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551โดยขีดเส้นให้ทำงานได้ 27 อาชีพตามประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม  แม้จะเรียนจบในระดับปริญญาตรี เช่นจบคณะแพทย์ศาสตร์ เรียนจบครู แต่ไม่สามารถทำงานตามสาขาที่ตัวเองเรียนจบได้ 
 
นายสุรพงษ์ กองจันทึก อดีตประธานอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติและผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ ได้กล่าวในการสัมมนาฯ ครั้งนี้ว่า “คนไร้สัญชาติ ไม่ใช่คนต่างด้าว” พวกเขามีสิทธิในการทำงาน รัฐยังไม่เข้าใจประเด็นคนไร้สัญชาติ  กระทรวงแรงงานไม่เห็นการทำงานเป็นสิทธิมนุษยชนด้านนายธวัชชัย เลขสัมฤทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการจัดระบบแรงงานต่างด้าว กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานได้บอกว่า“ อาชีพเดิมเป็นอาชีพเก่า กฎหมายยังเป็นปัญหา มาตรา 13 ตาม พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551ที่มีกำหนดให้คนต่างด้าวทำงานตามประเภทที่รัฐมนตรีกำหนด โดยคำนึงถึงความมั่นคงของชาติและผลกระทบต่อสังคมต้องมีการเปิดกว้างเรื่องอาชีพ และตอนนี้ทางกระทรวงได้มีการยกร่างประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่องกำหนดงานที่จะให้คนต่างด้าวทำใหม่ แต่ยังอยู่ช่วงการนำเสนอ ของกระทรวงแรงงาน”นักเรียน นักศึกษา ที่เรียนจบแล้ว ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามที่ตัวเองคาดหวัง
 
พระประณัฐ  กุศโล พระไร้สัญชาติ   ชนเผ่าดาระอั้ง ได้สะท้อนปัญหาว่า “คนไร้สัญชาติได้มีสิทธิในการศึกษา สิทธิการรักษาพยาบาล เปิดกว้างให้
มีความเท่าเทียม แต่ทำไมเรื่องของอาชีพไม่เปิดกว้างบ้าง คนเรียนจบปริญญาตรี จะให้ไปทำอาชีพลับมีดไม่สอดคล้องกับการเรียนตามสาขาที่ตัวเองเรียนมา”  นายยอด ปอง เรียนจบในระดับปริญญาตรี อยากเป็นครูสอนแต่ก็ไม่สามารถเป็นครูได้ หรือเป็นได้แต่ไม่มีใบประกอบวิชาชีพ นายจ่ามอ่อง  ลุงมู นักฟุตบอล อยากเล่นฟุตบอลอาชีพ แต่ไม่สามารถเซ็นสัญญาได้เพราะไม่มีสัญชาติ พวกเขาและนักศึกษาไร้สัญชาติถูกปิดกั้น ทั้ง ๆ ที่เป็นที่มีความสามารถ  เป็นอนาคตของชาติ เรื่องราวของนักเรียน นักศึกษา เยาวชนไร้สัญชาติ ได้สื่อสาร สะท้อนปัญหาผ่านละคร “ใจเธอ ใจฉัน” จากกลุ่มละครชุมชนกั๊บไฟ และการขับเสภา “ไร้สัญชาติทุกคนมี…ความฝันใฝ่” ของนายยอด ปอง ที่สื่อความหมาย เรียนจบแล้วแต่ทางถูกปิดไว้ 
 

นายสมพงษ์  สระแก้ว ผู้อำนวยการมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN) ได้มีมุมมองและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายว่า “ศูนย์ประสานงานที่ทางLPN ได้ช่วยเหลือคนที่ตกเป็นผู้เสียหายจากกการค้ามนุษย์ บางคนได้หายออกจากหมู่บ้านร่วม 20 ปี ถูกกักขัง บังคับใช้แรงงาน ส่วนหนึ่งไม่มีสัญชาติ จนบางคนเสียสติ พิการ และมีที่เสียชีวิตด้วย ดังนั้นจึงหวังว่างานนี้จะมีประโยชน์มากที่จะร่วมกันทำข้อเสนอเชิงนโยบายที่จะให้รัฐบาลประกาศเป็นวาระแห่งชาติทุกอย่างมีความเป็นไปได้ ยิ่งสถานการณ์ประเทศไทย ยังเป็นเป้าสายตาจากหลายประเทศอยู่ ทั้งประเด็นลูกเรือประมงและการค้ามนุษย์ โดยมีประเด็นสถานะบุคคลด้วย”
 
 
 
 
“การประกอบอาชีพหรือการทำงานถือเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ที่ทุกคนจะต้องมีสิทธิและเป็นหน้าที่ที่จะต้องทำมาหากิน เลี้ยงชีพตัวเอง ซึ่งไม่สามารถที่จะกีดกัน เพราะเป็นการประกอบอาชีพชอบธรรมตามหลักพระพุทธศาสนาแล้วยังเป็นศักดิ์ศรีที่จะเกิดความภาคภูมิใจที่สามารถหาเลี้ยงตนเอง ครอบครัวได้อย่างถูกต้องและไม่ให้เป็นภาระให้ใคร แล้วที่สำคัญที่สุด คนเกิดมาพยายามที่จะพัฒนาฝึกฝนตนเองแล้วได้ประกอบอาชีพตามที่ตนเองใฝ่ฝัน ตามความรู้ ความสามารถก็จะเป็นการดียิ่ง นอกจากตนเองและครอบครัวจะได้ประโยชน์แล้ว ประเทศชาติก็ได้ประโยชน์ ซึ่งเป็น
เรื่องสะท้อนอย่างวงเสวนาในงานนี้ โดยมีข้อเสนอว่า รัฐบาลควรจะต้องทบทวน แก้ไขกฎหมายที่เป็นข้อจำกัดในการประกอบาชีพ โดยเริ่มจากไม่ควรนิยามความหมายคนไร้สัญชาติเป็นคนต่างด้าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุตรที่เกิดในประเทศไทย โดยหลักกฎหมายแล้วมีสิทธิได้สัญชาติ ไม่ควรมีข้อจำกัดในการประกอบอาชีพแต่บุคคลที่ไม่ได้เกิดในประเทศไทย ซึ่งมาอาศัยอยู่นาน ไม่สามารถกลับประเทศต้นทางได้ ก็ควรต้องปรับปรุงแก้ไขแนวทางปฏิบัติโดยคำนึงถึงสิทธิความเป็นมนุษย์ โดยการประกอบอาชีพเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน” นายสันติพงษ์ มูลฟอง ผู้ประสานงานโครงการคุ้มครองสิทธิเด็กไร้รัฐไร้สัญชาติ (SCPP II) ประธานคณะกรรมการมูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคล กล่าวสรุปภาพรวม
 
 
โครงการคุ้มครองสิทธิเด็กไร้รัฐไร้สัญชาติ (SCPP II) 
และองค์กรร่วมจัด มูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคล (คสบ.), เครือข่ายสถานะบุคคล 
มูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN)