“ลัวะ” คือใครกันแน่?

Primary tabs

 

                       

                             “ลัวะ” คือใครกันแน่

                               ปริศนาวงศาคณาญาติ

 

               “... “ลัวะ” ... เป็นชื่อที่มีความสับสนมากที่สุดชื่อหนึ่ง โดยคำว่า “ลัวะ” เป็นชื่อที่ บุคคลภายนอกใช้เรียกเหมารวมกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่มที่เรียกตนเองแตกต่าง กันไป ดังปรากฏในเอกสารวิจัยที่มีความหลากหลายในวิธีเขียนสะกดชื่อ ในเอกสารราชการและในการเรียกของคนในพื้นที่ โดยเฉพาะในเขตภาคเหนือ ซึ่งเป็นความสับสนทั้งกับคนทั่วไป และในการรับรู้ของกลุ่มชาติพันธุ์เอง ...” สุวิไล เปรมศรีรัตน์

               ใน “ถ้อยแถลง” ของหนังสือ ปริศนาวงศาคณาญาติ “ลัวะ” (ฉวีวรรณ ประจวบเหมาะและคณะ) ศ.ดร.สุวิไล เปรมศรีรัตน์ ซึ่งมีประสบการณ์การศึกษากลุ่มภาษาต่างๆ ในดินแดนสุวรรณภูมิได้ตั้งข้อสังเกตว่าชื่อเรียก “ลัวะ” เป็นคำที่มีความสับสนมากที่สุดชื่อหนึ่งในการเรียกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ซึ่งคณะทำงานเห็นด้วยอย่างเต็มที่ และหนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นมาก็ด้วยความสับสนดังกล่าว

               เราได้เผชิญเมื่อช่วยกันดำเนินการจัดทำฐานข้อมูลงานวิจัยทางชาติพันธุ์ใน ประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้กับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร โดยที่เราต้องการให้ผู้ใช้ฐานข้อมูลฯ เรียกข้อมูลได้โดยชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งตามหลักการชาติพันธุ์วิทยาสมัยใหม่ควรเป็นชื่อที่กลุ่มนั้นๆ ใช้เรียกตัวเอง แต่คำว่า “ลัวะ” เป็นคำที่คนภายนอกรวมทั้งนักวิจัยใช้เรียกเหมารวมกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่ม ที่เรียกตัวเองไม่เหมือนกัน เช่น เรียกตัวเองว่า ลเวือะ ลวะ ปลัง และลัวะ เป็นต้น ทำให้ไม่อาจจะจำแนกตามที่นักวิจัยระบุไว้ได้ เพราะนักวิจัยมีวิธีเรียกกันอย่างหลากหลาย เช่น เรียกตามที่เขาเรียกตัวเองบ้าง เรียกตามคนในท้องถิ่นก็มี หรือบางส่วนก็เรียกตามที่ราชการเรียก

               คณะทำงานไม่อาจจะตัดสินใจโดยพลการในการจัดระบบชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์เอง ได้ จำเป็นต้องพึ่งนักวิชาการที่มีความชำนาญการในสาขาต่างๆ เช่น มานุษยวิทยา ภาษาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ วรรณคดี และคติชน รวมทั้งเชิญผู้รู้ที่เป็นสมาชิกของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ดังกล่าวมาร่วมเสวนา ว่าด้วยชื่อเรียกและการจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ที่ถูกเรียกว่า “ลัวะ” โดยมีคำถาม 2 ประเด็นหลัก คือ

               1. “ลัวะ” มีความหมายว่าอย่างไร หมายถึงใคร มีชื่อเรียกตัวเองอย่างไร มีถิ่นฐานอยู่ในบริเวณใดบ้า

               2. กลุ่มที่ถูกเรียกด้วยชื่อต่างๆ เช่น ละว้า ลเวือะ ปรัย มัล ดาระอั้ง ปะหล่อง ไตหลอย อุก๋อง ข่าว้า ขมุ มลาบรี และถิ่น จะนับเป็น “ลัวะ” ทั้งหมดได้
                   หรือไม่ ถ้าไม่ได้เป็นลัวะ กลุ่มต่างๆ เหล่านี้ได้จำแนกหรือเรียกตัวเองว่าอย่างไร และมีลักษณะสำคัญอย่างไร

               ข้อมูลจากการเสวนาดังกล่าว ช่วยทำให้พวกเราเริ่มเข้าใจที่มาของความซับซ้อนและความสับสนของชื่อเรียก กลุ่มต่างๆ แต่ทว่ายังไม่ชัดเจนเพียงพอที่จะนำมาจัดระบบฐานข้อมูลฯ ตามที่ต้องการได้ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่ได้จากการเสวนาและงานวิจัยในฐานข้อมูลฯ นำมาใช้แนวทางออกสำรวจพื้นที่ที่มีกลุ่มต่างๆ เหล่านี้ในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย น่าน และแม่ฮ่องสอน ในปีพ.ศ. 2550-2551 โดยมีคำถามสำคัญคือ
 
               1.ชื่อที่ใช้เรียกตัวเองมีอะไรบ้าง
               2. มีประวัติการอพยพและตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ใดบ้าง
               3. ลักษณะที่สำคัญทางวัฒนธรรม เช่น ความเชื่อและพิธีกรรม การสืบสายเลือดรวมทั้งการตั้งถิ่นฐานหลังการแต่งงาน และระบบเศรฐกิจเป็น       อย่างไรบ้าง และ
               4. ตำนานชาติพันธุ์ และโลกทัศน์ชาติพันธุ์ (เน้นความคิดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มต่างๆ) มีเรื่องราวเป็นอย่างไร
 
               เมื่อได้ประมวลข้อมูลจากทุกแหล่งและลงพื้นที่เข้าด้วยกันแล้ว พวกเราสามารถคลี่คลายปริศนา “ใครคือลัวะกันแน่” ในระดับที่สามารถนำมาจัดระบบการเรียกข้อมูลตามกลุ่มชาติพันธุ์ได้โดยไม่ สับสน และค่อนข้างแน่ใจว่า ไม่อาจจะจัดหมวดหมู่กลุ่มชาติพันธุ์แบบวงศาคณาญาติอย่างที่มีการจัดตระกูล ภาษาในภาษาศาสตร์ได้ เพราะมีเกณฑ์การจำแนกที่แตกต่างกันออกไป (ดูรายละเอียดใน “ปริศนาวงศาคณาญาติลัวะ”) อย่างไรก็ตาม พวกเราพบว่า ยังมีปริศนาที่ต้องขบคิดอยู่อีกพอสมควร เลยคิดกันว่าน่าจะได้บันทึกเรื่องราวความพยายามของพวกเราในการที่จะคลี่คลาย ปริศนาไว้ โดยหวังว่าอาจจะมีผู้สนใจค้นคว้ากันต่อไป
 
               กลุ่มชาติพันธุ์ที่เรียกตัวเองว่า “ลัวะ” คือ กลุ่มคนที่พูดภาษาถิ่น (dialect) มัลและปรัย ในกลุ่มภาษาขมุอิก มอญเขมรเหนือ ตระกูลออสโตรเอเชียติค ซึ่งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านต่างๆ ของอำเภอปัว สองแคว ทุ่งช้าง บ่อเกลือ (ปรัย) และ อำเภอเมือง ปัว เชียงกลาง และบ่อเกลือ (มัล)
 
               เมื่อตอนพวกเราไปสำรวจ พบว่า พวกเขาเรียกตัวเองว่า “ลัวะ” และไม่ชอบใจหากถูกเรียกว่า “ถิ่น” นอกจากนี้ ไม่ได้จำแนกตัวเองว่าเป็น “มัล” และ “ปรัย” แต่จำแนกว่าเป็น “ลัวะโสลด” (มัล) กับ “ลัวะดอกแดง” (ปรัย) โดยมีพิธีกรรมเป็นเกณฑ์จำแนกที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม ทั้งสองกลุ่มยังมีลักษณะร่วมที่สำคัญอย่างหนึ่งคือสืบผีข้างแม่ ซึ่งจากการสำรวจ พวกเรามีข้อสังเกตว่า มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม โดยเฉพาะเด็ก ๆ พูดภาษาลัวะไม่ใคร่ได้แล้ว การถือผีก็มีความหลากหลายมากขึ้น ซึ่งหากต้องการทำความเข้าใจ คงต้องใช้เวลาในการศึกษาที่มากกว่าการสำรวจที่เราได้ทำไปนี้
 
               ส่วนกลุ่มอื่นๆ ที่ถูกเรียกว่า “ลัวะ” เรียกตัวเองเป็นอย่างอื่น เช่น “ลเวือะ” พูดภาษากลุ่มปล่องอิก มอญเขมรเหนือ ตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติค อาศัยอยู่ในบริเวณพื้นที่ที่เป็นที่สูงของอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ และของอำเภอแม่สะเรียง และอำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งในงานวิจัยที่เป็นภาษาอังกฤษ ลเวือะจะถูกเรียกว่า “ละว้า” ในการสำรวจของพวกเรา ลเวือะในบางพื้นที่ไม่พอใจที่ถูกเรียกว่า “ลัวะ” เพราะรู้สึกว่าเป็นคำดูถูก แต่ในบางพื้นที่ไม่ถึงกับโกรธ พวกเขาสืบผีข้างพ่อซึ่งแตกต่างจากลัวะ
 
               นอกจากนี้ จากรายงานวิจัยบางงาน ยังมีพวกที่เรียกตัวเองว่า ลเวื้อ ที่บ้านวังใหม่ อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง และเรียกตัวเองว่า “ละเวีย” ที่บ้านแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งในขั้นต้นนี้อาจสันนิษฐานได้ว่าเป็นกลุ่มเดียวกับลเวือะ แต่ยังไม่อาจชี้ชัดลงไปได้ในตอนนี้ เนื่องจากพวกเรายังไม่ได้ไปสำรวจ
 
               อย่าง ไรก็ดี กลุ่มที่เราสำรวจอีกกลุ่มหนึ่ง ที่เคยมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับลเวือะ (มีวีรบุรุษชาติพันธุ์คนเดียวกัน) แต่อยู่ในที่ลุ่มที่เป็นพื้นที่ของอำเภอสันป่าตองและอำเภอหางดง ซึ่งได้ผสมผสานกลมกลืน ทั้งในทางอัตลักษณ์ชาติพันธุ์และทางวัฒนธรรมกับไตยวนหรือคนเมืองที่อยู่โดย รอบ คือ ส่วนใหญ่จะเรียกตัวเองว่าไตยวน พูดคำเมืองด้วยสำเนียงลวะ และถือผีข้างแม่แบบเดียวกับไตยวน อย่างไรก็ตาม ยังมีส่วนน้อยในบางพื้นที่ที่ยังเรียกตัวเองว่า “ลวะ” และอาจไม่พอใจที่ถูกเรียกว่าลัวะ แม้ได้รับวัฒนธรรมของไตยวนไปมากแล้ว
 
               กลุ่มสุดท้ายที่ถูกเรียกว่า ”ลัวะ” ด้วยความเข้าใจผิด คือกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “ปลัง” ซึ่งพูดภาษากลุ่มย่อยปะหล่องอิก มอญเขมรเหนือ ตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติค อพยพมาจากสิบสองปันนาในจีนหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ปัจจุบันอยู่ที่บ้านห้วยน้ำขุ่น ตำบลแม่ฟ้าหลวง อำเภอแม่จัน ขณะอยู่ในจีนเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “ปู้หลัง” เรื่องราวของพวกเขายังไม่มีงานศึกษามากนัก แต่พวกเขาบอกกับเราว่า พุทธศาสนามีความสำคัญต่อชีวิตของพวกเขาเป็นอย่างยิ่ง น่าจะมีนักวิจัยได้เข้าไปศึกษาวิถีชีวิตที่น่าสนใจของพวกเขากันบ้าง
 
               ที่ จริงใน ปริศนาวงศาคณาญาติ “ลัวะ” พวกเรายังได้คลี่คลายเรื่องราวอื่นๆ อีกมาก (ผู้ที่สนใจสามารถหาอ่านหนังสือเล่มนี้ได้ที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร) แต่ในเวลาเดียวกันก็ได้ประสบกับปริศนาใหม่ๆ ที่ยังรอการคลี่คลายอีกมากด้วยเช่นกัน
 
 
หมายเหตุ – บทความ ปริศนาวงศาคณาญาติ “ลัวะ” ฉวีวรรณ ประจวบเหมาะและคณะ, เรียบเรียง
 
ที่มา:http://www.siamrath.co.th