“เราก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมเขาถึงไม่ให้เราเป็นผู้ใหญ่บ้าน เพราะเราก็เข้าใจว่าเราทำตามกฎหมายทุกอย่างแล้ว”

Primary tabs

สิทธิทางการเมืองของพลเมืองกรณีนายเงียโจ งามยิ่ง

ราษฎรไทยที่ถือบัตรประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข ๘
นายกฤษดา ชีช่วง 
อาสาสมัครนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนรุ่น ๗ ประจำคลินิกกฎหมายอุ้มผางเพื่อสิทธิมนุษยชน
วันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๕
________________________________
 
“เราก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมเขาถึงไม่ให้เราเป็นผู้ใหญ่บ้าน เพราะเราก็เข้าใจว่าเราทำตามกฎหมายทุกอย่างแล้ว” 
 
นายเงียโจ งามยิ่ง ๓ กันยายน ๒๕๕๕
นาย เงียโจ งามยิ่ง มาประชุมผู้ใหญ่บ้าน ณ ที่ว่าการอำเภอุ้มผางเมื่อวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๕ ที่ผ่านมา 
 
            วันนี้มีนัดสอบถามข้อเท็จจริงกรณีนายเงียโจ ผู้ใหญ่บ้านแม่จันที่ได้รับการเลือกตั้งจากลูกบ้าน แต่ต่อมาถูกพิจารณาว่าขาดคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้าน เพราะเขาไม่ได้เป็น “ผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด” เพราะเลขประจำตัวประชาชนของเขาขึ้นต้นด้วยเลข ๘ ณ วันนี้ แม้นายเงียโจ งามยิ่ง จะไม่มีหนังสือยืนยันถึงความเป็นผู้ใหญ่บ้าน แต่ในการประชุมผู้ใหญ่บ้านที่ที่ว่าการอำเภออุ้มผาง เขายังมาร่วมและช่วยงานทางราชการอยู่ และนี่เป็นโอกาสที่จะได้คุยกับเขาจากคำบอกเล่าของนายเงียโจพบว่า เขาลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน บ้านแม่จันทะ หมู่ที่ ๘ ตำบลแม่จัน อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก โดยนายเงียโจได้ยื่นพยานหลักประกอบการสมัครรับเลือกตั้งต่อนายอำเภออุ้ม ผางและได้รับการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกเป็น ผู้ใหญ่บ้านจากคณะกรรมการตรวจสอบ ซึ่งทางคณะกรรมการได้ตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของนายเงียโจแล้วพบ ว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่มีลักษณะต้องห้ามสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ผู้ใหญ่บ้านได้
 
              ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ปรากฎว่าเงียโจได้รับเลือกตั้งจากชาวบ้านให้เป็นผู้ใหญ่บ้านโดยมีคะแนนเป็น อันดับหนึ่ง (จากผู้สมัคร รับเลือกตั้งทั้งสิ้นจำนวน ๖ คน) และนายอำเภออุ้มผางได้ออกคำสั่งแต่งตั้งนายเงียโจ งามยิ่งดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ ๘ ตำบลแม่จัน อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก (หนังสือคำสั่งอำเภออุ้มผางที่ ๗๓/๒๕๕๕ ลงวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕) แต่ภายหลังการแต่งตั้งได้ไม่นาน ทางปลัดอำเภอก็ได้แจ้งให้นายเงียโจทราบว่าทางจังหวัดตากยังไม่สามารถออก หนังสือสำคัญการเป็นผู้ใหญ่บ้านแก่นายเงียโจได้ เพราะนายเงียโจไม่ได้เป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิดตามมาตรา ๑๒(๑) แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่พระพุทธศักราช พ.ศ. ๒๔๕๗ จึงถือว่านายเงียโจขาดคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้าน
 
             อย่างไรก็ดี ปลัดอำเภอได้แจ้งว่า ทางอำเภอไม่ได้มีข้อขัดข้องใดๆ เนื่องจากนายเงียโจผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติจากคณะกรรมการตรวจสอบแล้วและได้ ทางอำเภอก็ได้ออกหนังสือแต่งตั้งให้นายเงียโจเป็นผู้ใหญ่บ้านไปแล้วเช่นกัน จึงขอให้นายเงียโจปฏิบัติหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านต่อไป และอำเภอก็รับปากว่าจะดูแลปัญหาเรื่องนี้ให้ ทางเงียโจจึงปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ใหญ่บ้านเรื่อยมา เช่น การส่งชาวบ้านออกมาอบรมหลักสูตรชรบ.กับทางอำเภอ เป็นต้น จนถึงทุกวันนี้
 
             อย่างไรก็ตามนายเงียโจก็กล่าวว่าการที่ยังไม่มีหนังสือแต่งตั้งการเป็น ผู้ใหญ่บ้านอย่างเป็นทางการส่งมาจากทางจังหวัดนั้นส่งผลต่อการปฏิบัติ หน้าที่ของตนเองเป็นอย่างยิ่งกล่าวคือ การรับค่าตอบแทนในการปฏิบัติหน้าที่ซึ่งนายเงียโจกล่าวว่าตนเพิ่งได้รับค่า ตอบแทนเดือนสิงหาคมเพียงเดือนเดียวเท่านั้นส่วนค่าตอบแทนตั้งแต่ปฏิบัติ หน้าที่เมื่อต้นปียังไม่ได้รับ และไม่สามารถตั้งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านมาช่วยปฏิบัติหน้าที่ได้ เพราะชาวบ้านหลายคนก็ยังไม่แน่ใจว่าว่านายเงียโจได้เป็นผู้ใหญ่บ้านโดย สมบูรณ์แล้ว
 
             นายเงียโจกล่าวอีกว่า ตนเองมีความสงสัยว่าน่าจะมีบุคคลที่เป็นคู่แข่งในการรับเลือกตั้งไปแจ้งกับ ทางอำเภอว่านายเงียโจเป็นบุคคลต่างด้าวทำให้เกิดปัญหาขัดข้องในการเข้ารับ การดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านดังกล่าว ประเด็น สำคัญที่จะต้องพิจารณาก็คือเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับ เลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านตามมาตรา ๑๒(๑) แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ซึ่งได้วางหลักไว้ว่าผู้ที่จะได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านจะต้องเป็นผู้ที่มี สัญชาติไทยโดยการเกิด ข้อสำคัญจึงอยู่ที่ว่าโดยข้อเท็จจริงแล้วนายเงียโจเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดย การเกิดหรือไม่ อย่างไร 
 
             จากการสอบถามข้อเท็จจริงนายเงียโจเล่าว่า นายเงียโจมีบิดาชื่อ นายเงียซะ งามยิ่ง มีบัตรประจำตัวประชาชนขึ้นต้นด้วยเลข ๘ มารดาชื่อ นางคำหล้า งามยิ่ง มีบัตรประจำตัวประชาชนขึ้นต้นด้วยเลข ๕ นายเงียโจ เป็นบุตรชายคนโต มีน้องร่วมบิดามารดาเดียวกันอีก ๗ คนจากพยานหลักฐานที่เป็นสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของ บุคคลในครอบครัวของนายเงียโจพบว่า นายเงียซะ นายเงียโจ และนายบุญดี (บุตรชายคนที่สองของนายเงียซะและนางคำหล้า) ถือบัตรประจำตัวประชาชนขึ้นต้นด้วยเลข ๘ ส่วนนางคำหล้าและลูกๆคนที่เหลือทั้งหมดถือบัตรประจำตัวประชาชนขึ้นต้นด้วย เลขเลข ๕ นายเงียโจเล่าต่อมาว่า สาเหตุที่บุคคลในครอบครัวของนายเงียถือบัตรประจำตัวประชาชนโดยมีเลขประจำตัว แบ่งเป็นสองกลุ่มเช่นนี้ เหตุผลก็คือ แต่เดิมนั้นทางอำเภออุ้มผางได้เข้าไปแจ้งให้ชาวบ้านในหมู่บ้านของนายเงียโจ ไปทำบัตรประจำตัวบุคคลบนพื้นที่สูงที่ทางตัวอำเภออุ้มผาง แต่เนื่องจากการคมนาคมจากหมู่บ้านของนายเงียโจไปยังตัวอำเภออุ้มผางนั้น มี ความยากลำบากมากประกอบกับนางคำหล้ากำลังตั้งครรภ์บุตรชายคนเล็กด้วย ทั้งครอบครัวจึงมีแค่นายเงียซะ นายเงียโจ นายบุญดีเท่านั้นที่เดินทางออกจากหมู่บ้านมาทำบัตรประจำตัวบุคคลบนพื้นที่ สูง(บัตรสีฟ้า) ส่วนนางคำหล้าและน้องคนอื่นๆ นั้นไม่ได้เดินทางออกมาด้วย ทำให้มีนายเงียซะ นายเงียโจ นายบุญดีเท่านั้นที่มีเอกสารแสดงสถานะเป็นบุคคลพื้นที่สูง
 
             ต่อมาภายหลังราวปี พ.ศ.๒๕๔๗-๒๕๕๐ ทางอำเภออุ้มผางได้เข้าไปแจ้งให้คนในพื้นที่หมู่บ้านนายเงียโจให้มาทำบัตร ประจำตัวประชาชนใหม่อีกครั้ง (มีความเป็นไปได้ว่าเป็นการสำรวจและลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้านตาม ระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการพิจารณาลง รายการสถานะบุคคลในทะเบียนราษฎรให้แก่บุคคลบนพื้นที่สูงพ.ศ.๒๕๔๓) นายเงียซะ นายเงียโจ นายบุญดีจึงได้รับการเพิ่มชื่อเข้าทะเบียนบ้านและมีบัตรปะจำตัวประชาชนขึ้น ต้นด้วยเลข ๘ ส่วนนางคำหล้านั้นปรากฎพยานหลักฐานว่าบิดาและมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทยจึง ยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อเข้าทะบียนบ้านและมีบัตรประจำตัวประชาชนขึ้นต้นด้วย เลข ๕ จากนั้นนางคำหล้าก็ขอเพิ่มชื่อบุตรทุกคนที่เหลือเข้าทะเบียนบ้านด้วยบุตรคน ที่เหลือทั้งหมดมาได้จึงบัตรประจำตัวประชาชนเลข ๕ ในช่วงปีพ.ศ.๒๕๔๗-๒๕๕๐ เช่นเดียวกัน
 
พิจารณาในส่วนของกรณีของเงียโจนั้นปรากฎจากพยานเอกสารที่เกี่ยวข้องดังนี้
๑. สำเนาทะเบียนบ้านของนายเงียโจ งามยิ่ง
๒. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ระบุเลขประจำตัวประชาชน ๘ xxxx ๘๔xxx xx x
๓. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของบิดามารดาและพี่น้องร่วมบิดามารดานายเงียโจ งามยิ่ง
 
             เมื่อพิจารณาจากสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน จะเห็นได้ว่า นายเงียโจ งามยิ่งมีบัตรประจำตัวประชาชน ขึ้นต้นด้วยเลข ๘ กลุ่ม ๘๔ (เลขหลักที่หกและเจ็ดเป็นเลข ๘๔) จึงสามารถวิเคราะห์ได้ว่านายเงียโจคือบุคคลที่มีบิดามารดาเกิดในประเทศไทย และถือว่าเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิดด้วยจึงได้รับการลงรายการสัญชาติไทย ในทะเบียนบ้าน ตามระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการพิจารณาลงรายการสถานะบุคคลในทะเบียน ราษฎรให้แก่บุคคลบนพื้นที่สูงพ.ศ.๒๕๔๓
 
             อย่างไรก็ตามสำเนาทะเบียนบ้านของนายเงีย โจนั้นกลับแตกต่างจากสำเนาทะเบียนบ้านของน้องคนอื่นๆ กล่าวคือระบุสัญชาติของบิดามารดาของนายเงียโจว่าเป็นผู้มีสัญชาติกระเหรี่ยง ทั้งที่น้องของนายเงียโจทุกคนมีสำเนาทะเบียนบ้านระบุว่ามีบิดาและมารดาเป็น ผู้มีสัญชาติไทย นอกจากนี้ทะเบียนบ้านของนายเงียโจกับของน้องคนอื่นๆ ก็ใส่ชื่อบิดามารดาแตกต่างกัน กล่าวคือ
 
- ในสำเนาทะเบียนบ้านของนายเงียโจระบุบิดาชื่อ นาย เวียซะ ไม่มีเลขประจำตัวประชาชน สัญชาติกระเหรี่ยง มารดาชื่อนางคำละ ไม่มีเลขประจำตัวประชาชน สัญชาติกระเหรี่ยง
 
- ส่วนในทะเบียนบ้านของน้องๆ ของนายเงียโจทุกคนนั้นระบุมีบิดาชื่อนายเงียซะ สัญชาติไทย มารดาชื่อ นางคำหล้า สัญชาติไทย
 
 
             ในความเห็นส่วนตัวแล้วที่ทางจังหวัดอ้างว่านายเงียโจเป็นบุคคลที่ไม่มี สัญชาติไทยโดยการเกิดนั้นอาจเป็นไปได้หรือไม่ว่าเป็นการพิจารณาจากสำเนา ทะเบียนบ้านของนายเงียโจ โดยไม่ได้พิจารณาจากข้อมูลในเลขประจำตัวประชาชน ทั้งที่เลขประจำตัวประชาชนของนายเงียโจนั้นได้ยืนยันแล้วว่านายเงียโจเป็น บุคคลบนพื้นที่สูงที่ได้รับลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้านตามระเบียบสำนัก ทะเบียนกลางว่าด้วยการพิจารณาลงรายการสถานะบุคคลในทะเบียนราษฎรให้แก่บุคคล บนพื้นที่สูงพ.ศ.๒๕๔๓ โดยถือว่าเป็นผู้ที่มีบิดามารดาเกิดในประเทศไทย และถือว่าเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด ดังนั้นนายเงียโจย่อมไม่ขาดคุณสมบัติการลงสมัครเป็นผู้ใหญ่บ้าน ตามมาตรา ๑๒ (๑) แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่พระพุทธศักราช พ.ศ. ๒๔๕๗
 
จากการสอบถามทางอำเภออุ้มผางกล่าวว่าขณะนี้ (๔ กันยายน ๒๕๕๕) เรื่องของนายเงียโจได้ถูกส่งไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความปัญหาการ เป็นผู้ใหญ่บ้านของนายเงียโจแล้ว จึงต้องรอคำวินิจฉัยของคณะกรรมกฤษฎีกาต่อไป
 
กรณีของนายเงียโจนี้ นอกจากจะต้องพิจารณาในแง่กฎหมายปกครองแล้ว เห็นควรที่จะได้พิจารณาแง่กฎหมายระหว่างประเทศในประเด็นเรื่องสิทธิในการมี ส่วนร่วมทางการเมืองของพลเมืองในรัฐไทยว่ามีความสอดคล้องกับกฎหมายระหว่าง ประเทศและทางปฏิบัติของนานาประเทศหรือไม่ อย่างไร
 
             เป็นที่ทราบกันดีว่า ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิ ทางการเมืองค.ศ.1966 (International Covenant on Civil and Political Rights: ICCPR) โดยการภาคยานุวัติเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2539 มีผลผูกพันรัฐไทยเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2540 ซึ่งกติกาฉบับนี้ ได้รับรองสิทธิในการกำหนดเจตจำนงของตนเองของพลเมืองเจ้าของดินแดน (Right of Self-Determination) และสิทธิทางการเมืองในการที่จะมีส่วนร่วมในการบริหารรัฐกิจ เช่น สิทธิที่จะลงคะแนนเลือกตั้งผู้แทนของตนเอง สิทธิที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้แทนในระดับต่างๆ และสิทธิในการเลือกตั้งหรือลงรับเลือกตั้งดังกล่าวจะต้องไม่ถูกจำกัดอย่าง ไร้เหตุผลด้วย ดังนั้นเมื่อราษฎรไทยที่อยู่ในสถานะเป็นพลเมืองของประเทศไทยต้องการที่จะมี ส่วนร่วมทางการเมืองแล้วก็ควรที่จะรับรองสิทธิดังกล่าวตามพันธกรณีที่ได้ ตกลงร่วมกันกับนานาประเทศเพื่อให้เป็นไปตามเจตจำนงร่วมกันของรัฐภาคีในอัน ที่จะส่งเสริมและยอมรับซึ่งสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของพลเมืองในรัฐของตนเอง
 
             นอกจากพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศที่รัฐไทยจะต้องปฏิบัติการให้ บรรลุวัตถุประสงค์ตามกติกาฉบับดังกล่าวแล้ว รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ก็ได้รับรองสิทธิในการสิทธิในการแสดงเจตจำนงทางการเมืองของพลเมืองไว้อย่าง ชัดแจ้งไว้แล้วว่าสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทยย่อมได้รับความคุ้มครองและ ผูกพันหน่วยงานของรัฐในการใช้บังคับกฎหมายด้วย ดังนั้นเมื่อปรากฎข้อเท็จจริงอันทำให้นายเงียโจ งามยิ่ง ราษฎรไทย ที่อยู่ในสถานะผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิดแล้วนายเงียโจย่อมสามารถใช้สิทธิ ฐานะราษฎรไทยลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้านตามพระราชบัญญัติลักษณะ ปกครองท้องที่พระพุทธศักราช พ.ศ. ๒๔๕๗ และเมื่อผลการเลือกตั้งเป็นไปถูกต้องตามกฎหมายโดยไม่ปรากฎข้อเท็จจริงอื่น อันทำให้ผลการเลือกตั้งเสียไปแล้ว ทางรัฐไทยก็ไม่มีเหตุผลอื่นใดอีกที่จะระงับสิทธิสิทธิการมีส่วนร่วมทางการ เมืองของนายเงียโจไว้ นอกจากจะต้องรับรองให้นายเงียโจดำรงตำแหน่งเป็นผู้ใหญ่บ้านตามสิทธิที่นาย เงียโจควรจะได้
 
-------------------------------------------------------------
มาตรา ๓ วรรคหนึ่งแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยอำนาจ อธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้น ผ่านทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ 
มาตรา ๒๗ สิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้โดยชัดแจ้ง โดยปริยาย หรือโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมได้รับความคุ้มครองและผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานของรัฐโดยตรงในการตรากฎหมาย การใช้บังคับกฎหมายและการตีความกฎหมายทั้งปวง