อดีตคนไร้สัญชาติ สร้อยสุดา จันทร์ตา

Primary tabs

       ดิฉันชื่อนางสาวสร้อยสุดา  จันทร์ตา เกิดเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2538 ณ โรงพยาบาลแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่ ชั้นปีที่3 คณะครุศาสตร์ เอกวิชาภาษาอังกฤษ ดิฉันอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 57/ช หมู่ 1 ตำบลมะลิกา อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ดิฉันเคยเป็นอดีตคนไร้สัญชาติ ได้รับสัญชาติไทยเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2559 ถือเป็นวันที่ชีวิตของดิฉันได้รับอิสรภาพ

        ซึ่งกว่าจะได้มาถึง ณ จุดนี้ ดิฉันได้รับความยากลำบากและอุปสรรคในการดำเนินชีวิตไม่น้อยตลอดระยะเวลากว่า10ปี ดิฉันเกิดในประเทศไทย แต่ยังไม่ได้สัญชาติไทย ซึ่งไม่รู้เลยว่าตัวเองเกิดมาพร้อมกับสถานะที่ไร้สัญชาติ ดิฉันก็ยังดำเนินชีวิตต่อไปในสิ่งแวดล้อมที่ล้อมรอบด้วยภูเขา ต้นไม้ ลำธารที่เยือกเย็นประกอบกับเสียงนกร้องเรียกกันไปมา เป็นบรรยายกาศที่หาได้ยากสำหรับในเมืองหลวง ในหมู่บ้านที่ดิฉันอาศัยอยู่มีอาชีพหลักคือเก็บใบชา ครอบครัวของดิฉันเองก็มีอาชีพรับจ้างเก็บใบชาซึ่งไม่ค่อยมีรายได้มากเท่าไร พอเลี้ยงชีพไปวันต่อวัน ครอบครัวของเราเป็นครอบครัวเล็กๆ มีย่า มีป้า มี พ่อ มีแม่และน้องชาย พ่อของดิฉันเป็นคนไทยลื้อส่วน แม่เป็นคนไทยใหญ่ ทั้งสองคนเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ดิฉันยังไม่เกิด แต่พึ่งได้รับการสำรวจ ทำทะเบียนประวัติชุมชนบนพื้นที่สูงตามแผนแม่บทฯ เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2542 ดิฉันคิดว่าอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ดิฉันยังไม่ได้สัญชาติไทย ณ เวลานั้นการไม่มีสัญชาติไทยยังไม่มีผลกระทบอะไรกับชีวิตวามเป็นอยู่จนถึงระยะเวลาที่ดิฉันใกล้จะเรียนจบมัธศึกษาตอนปลายแล้ว ดิฉันก็ยังคงอยู่กับคำว่า รอ ปัญหาของการไม่มีสัญชาติไทยก็เริ่มกระทบต่อการดำเนินชีวติของดิฉัน ดิฉันไม่สามารถกู้ยืมเงินกองทุนเพื่อการศึกษาได้เหมือนเพื่อนๆ  วันหนึ่งครูฝ่ายทะเบียนของโรงเรียนเข้ามาถามว่า “ทำไมหนูไม่มีสัญชาติไทย หนูไม่ได้เกิดในเมืองไทยหรอ” ดิฉันก็อธิบายความเป็นมาให้ครูฟัง จากนั้นครูก็บอกว่า “ตอนนี้มีกฎหมายออกมาใหม่แล้วนะ สำหรับบุคคลที่เกิดในประเทศไทยแต่ยังไม่ได้สัญชาติไทย ให้รีบไปดำเนินการ” ดิฉันจึงมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง จึงรีบไปดำเนินการ และได้ทำหนังสือรับรองการเกิด เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ.2556 พนักงานที่อำเภอบอกว่าไม่เกิน2 ปี ก็ได้สัญชาติได้แล้ว ดิฉัน และจึงตัดสินใจศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา ดิฉันเลือกเรียนคณะครุศาตร์ เอกวิชาภาษาอังกฤษ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากเด็กๆในหมู่บ้าน ที่มีความบกพร่องเรื่องของภาษาเป็นอย่างมาก บวกกับประสบการณ์ที่เคยได้รับจากโรงเรียนเดิม ดิฉันคิดว่ามันยังไม่เพียงพอต่อการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ดิฉันจึงใฝ่ฝันว่าหากเรียนจบแล้วจะนำความรู้เหล่านั้นไปพัฒนาเด็กๆในหมู่บ้านของดิฉัน

และการไม่มีสัญชาติไทยนึ้ได้เริ่มเข้ามามีบทบาทกับชีวิตของดิฉันมากขึ้น ดิฉันกลายเป็นบุคคลที่มีปมด้อยในการใช้ชีวิต รู้สึกได้ว่าตัวเองไม่ค่อยเต็มที่กับการเรียน การทำงาน รวมถึงการทำกิจกรรมต่างๆเหมือนเมื่อก่อน ดิฉันพยายามที่จะไม่คิดถึงมัน พยายามที่จะไม่ให้มันมาขัดขว้างอนาคตที่วาดหวังไว้ แต่มันก็เข้ามามีบทบาทกับชีวิตของดิฉันเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหารายได้พิเศษ การทำในสิ่งที่ตนเองรัก นั่นคือการร้องเพลง ดิฉันไม่มีโอกาสที่จะเดินสายประกวดอย่างเพื่อน เพราะคำว่า ไร้สัญชาติ จนทำให้ดิฉันท้อ หมดกำลังใจ จากนั้นมาก็ไม่สนใจการร้องเพลงอีกต่อไป เป็นต้น ซึ่งเห็นได้ว่าการไม่มีสัญชาติไทยมีความลำบากและมีผลกระทบกับการดำเนินชีวิตของดิฉันเป็นอย่างมาก

 

       เมื่อดิฉันได้รับสัญชาติไทย ชีวิตของดิฉันก็เปลี่ยนไป ดิฉันได้รับโอกาสหลายๆอย่างที่เคยใฝ่ฝันไว้ เช่น ได้มีโอกาสได้ไปศึกษาดูงานที่ต่างประเทศ  ได้มีรายได้พิเศษจากการสอนพิเศษจากหลายสถาบันโดยไม่ต้องกังวลเรื่องสัญชาติไทย  ที่สำคัญมันทำให้ดิฉันมีความมั่นใจในการดำเนินชีวิตมากขึ้นอีกทั้งมีกำลังใจในการทำตามความฝันให้เป็นจริงนั่นคือเป็นคุณครู สุดท้ายนี้ดิฉันขอขอบพระคุณทางองค์กร NGO  ที่มีส่วนช่วยทำให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่นเพราะหากไม่มีองค์กรนี้ดิฉันคงไม่รู้ว่าต้องรออีกนานแค่ไหน

 

บทความโดย  นางสาวสร้อยสุดา  จันทร์ตา